วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

การวิเคราะห์งาน


การวิเคราะห์ภาระงาน
การวิเคราะห์การะงานคล้ายคลึงกันกับการวิเคราะห์งานแต่มีระดับของการวิเคราะห์อยู่ที่รายละเอียด – หน่วยย่อย การวิเคราะห์งานทำได้โดยการจําแนกงานออกเป็นภาระงานหลายภาระงาน จากนั้น การวิเคราะห์ภาระงานก็จะวิเคราะห์ย่อยลงถึงส่วนประกอบ โดยใช้คําถามในการวิเคราะห์เช่นเดียวกันกับการ วิเคราะห์งาน ดังนี้
ส่วนประกอบของแต่ละภาระงานคืออะไร
ส่วนประกอบแต่ละส่วนสามารถนํามาเรียงลําดับด้วยอะไรได้บ้าง
ส่วนประกอบแต่ละส่วนต้องใช้เวลาเท่าไร
ขั้นตอนที่จําเป็น (critical steps) คืออะไร และเส้นทางวิกฤติ (critical pathy) คืออะไร
ขั้นตอนที่จําเป็นหมายถึงภาระงานที่ไม่สามารถข้าม ละเว้นไม่ต้องปฏิบัติภาระงานนั้น มิฉะนั้นจะ มีผลเสียต่อผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้น สืบเนื่องมาจากผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นปัจจัยป้อนให้กับขั้นตอนต่อไป ส่วนเส้นทางวิกฤติเป็นผลต่อเนื่องจากขั้นตอนที่จําเป็น เส้นทางวิกฤติมีผลต่อโอกาสที่จะประสบผลสําเร็จ ของงานได้และในทํานองเดียวกันก็อาจเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งก็ได้
การตัดสินใจเลือกภาระงานต้องคํานึงถึงประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ซึ่งโปรแกรมที่ดีต้อง แสวงหาวิธีการที่ดีที่สุดภายใต้กรอบค่าใช้จ่ายที่ได้รับ และต้องสนองจุดหมายของการเรียนรู้ไปพร้อมกัน การเลือกภาระงานอาจแบ่งภาระงานได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มภาระงานที่จัดไว้สําหรับการเรียนแบบปกติ (formal) 2. กลุ่มภาระงานที่จัดไว้สําหรับการฝึกอบรมขณะปฏิบัติงาน (on - the - job - training : OJT)
3. กลุ่มภาระงานที่ไม่จัดไว้ทั้งการเรียนแบบปกติหรือ การฝึกอบรมขณะปฏิบัติงาน เช่น ชุด การศึกษาด้วยตนเอง ฯลฯ
คำถามที่ใช้การวิเคราะห์
donal Clark, (2004 : 10) ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับคำถามในการวิเคราะห์ภาระงานไว้ ดังนี้
ภาระงานนี้มีความยุ่งยาก หรือซับซ้อนเพียงใด
ในการปฏิบัติงานต้องใช้พฤติกรรมใดบ้าง
ภาระงานนี้จะต้องกระทําบ่อยเพียงใด
ภาระงานนี้มีความสําคัญต่อการปฏิบัติงานมากน้อยเพียงใด
แต่ละคนทําภาระงานนี้ถึงระดับใด หรือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชิ้นงาน ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงาน อะไรเป็นความสัมพันธ์ระหว่างภาระงานต่าง ๆ
หากปฏิบัติภาระงานผิดพลาดหรือไม่ปฏิบัติเลย ผลจะเป็นอย่างไร
อะไรเป็นขอบเขตของภาระงานในการปฏิบัติงานนั้น ๆ
ระดับความชํานาญที่คาดหวังในการปฏิบัติภาระงาน ควรจะอยู่ระดับใด
ภาระงานมีความสําคัญอย่างไร
สารสนเทศใดที่มีความจําเป็นต่อการปฏิบัติภาระงาน และจะได้มาจากแหล่งใด
อะไรคือเงื่อนไขในผลการปฏิบัติงาน
ในการดําเนินงานตามระบบ จําเป็นต้องมีการประสานงานกับบุคคลฝ่ายอื่น หรือภาระงานอื่น หรือไม่
ภาระงานนั้นๆ มากเกินกว่าความต้องการในด้านต่างๆ หรือไม่ เช่น ด้านการรับรู้ (perceptual) ด้าน ความรู้ (cognitive)และด้านทักษะ (psychomotor ) และด้านกายภาพ ( Physical)
ภาระงานนี้จะต้องกระทําบ่อยเพียงใดภายใต้กรอบเวลา เช่น (รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี)
การปฏิบัติภาระงานนี้ต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใด
ในการปฏิบัติภาระงานนี้ บุคคลต้องมีทักษะ ความรู้ และความสามารถต่างๆ อะไรเป็นพื้นฐาน
เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินการปฏิบัติที่ยอมรับได้ในปัจจุบันคืออะไร
และเกณฑ์ที่พึงประสงค์คืออะไร
พฤติกรรมใดที่สามารถจําแนกได้ว่า ใครเป็นผู้ปฏิบัติงานที่ดี
พฤติกรรมใดที่มีความสําคัญ ต่อผลการปฏิบัติงานตามภาระงาน

วิเคราะห์ฃิ้นงาน(Task Analysis)

วิเคราะห์ภาระงาน (Take Analysis)
T:วิเคราะห์ภาระงาน(Take Analysis)ศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ได้
  1. ความรู้(knoeledge)
  2. ทักษะ(skill)
  3. เจคคติ(Attitude)

ที่เกี่ยวข้อง เพื่ออธิบายภาะงานที่ช่วยนำผู้เรียนไปสู่จุดมุ่งหมายการเรียนรู้ การวิเคราะห์งานจะเขียนแสดงความสัมพันธ์ด้วย KSA diagram คือ knowledge skill attitude

1.ตัดสินใจให้ได้ว่าเป็นความต้องการในการเรียนการสอน มีภาระงานที่ยวข้องกับการเรียนการสอน
2. ต้องความชัดเจนว่าต้องเรียนรู้เรื่องใดมาก่อน จึงจะนําไปสู่ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
3. การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน จากขั้นที่ 2 บอกให้รู้ว่าผู้เรียนจะต้องเรียนรู้และวัดผลใน เรื่องใด
Donald Clark, (2004 : 13) เสนอแนวทางการวิเคราะห์ตามกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนนี้ว่า เป็นการปฏิบัติเพื่อลงสรุปให้ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนให้ชัดเจน ดังนี้
ทบทวนระบบหรือกระบวนการเพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น เรียบเรียงภาระงาน (ถ้าจําเป็น)
* ระบุ งาน
* บรรยายลักษณะงาน
* รายการ ภาระงานของแต่ละงาน
วิเคราะห์ภาระงานนําไปสู่การปฏิบัติเพื่อสนองตอบความต้องการการเรียนรู้
เลือกภาระงานสําหรับการเรียนการสอน (ภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องที่ควรจะเลือกใช้วิธีอื่น(ที่ไม่ใช่ การสอน)
สร้างเครื่องมือวัดผลการปฏิบัติ
เลือกวิธีการเรียนการสอน
ประมาณค่าใช้จ่ายในการสอน (ถ้าจําเป็น)
หมายเหตุ คําว่า (ถ้าจําเป็น) อาจไม่ต้องทําก็ได้ เมื่อผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายรับทราบกิจกรรมนั้น ๆ ทราบแล้ว


วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ตรวจสอบเเละทบทวน


สาระที่ ๗   ดาราศาสตร์และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๗.๒  เข้าใจความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศที่นำมาใช้ในการสำรวจอวกาศและทรัพยากรธรรมชาติ ด้านการเกษตรและการสื่อสาร  มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างมีคุณธรรมต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ตัวชี้วัด
ผู้เรียนรู้อะไร
ผู้เรียนทำอะไรได้
๑. สืบค้นอภิปรายความก้าวหน้าและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ     

๑. ความก้าวหน้าของจรวด  ดาวเทียมและยานอวกาศ
๒. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศ ได้นำมาใช้ในการสำรวจข้อมูลของวัตถุในท้องฟ้า ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบสุริยะทั้งในและนอกระบบสุริยะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย  และยังมีประโยชน์ในการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ  การสื่อสาร การสำรวจสภาพอากาศ ด้านการแพทย์ และด้านอื่น ๆ อีกมากมาย
      ตั้งคำถาม สังเกต วางแผนการสืบค้น สืบค้นข้อมูล รวบรวมข้อมูล บันทึกข้อมูล อภิปรายเกี่ยวกับความก้าวหน้าและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศในด้านต่าง ๆ   จัดทำรายงานนำเสนอ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ดาราศาสตร์และอวกาศ                                       
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
เรื่อง ข้างขึ้น ข้างแรม 
กิจกรรมการเรียนรู้
กระบวนการเรียนรู้มี 6 ขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นเกริ่นนำ
    ให้นักเรียนร้องเพลง  เล่านิทาน  เล่นเกม  หรือทำกิจกรรมเกี่ยวกับปรากฏการณ์ข้างขึ้น ข้างแรม เช่น ให้นักเรียนร้องเพลง จันทร์ แล้วร่วมกันแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกที่มีต่อเพลง

                                                                   เพลง จันทร์
                                          จันทร์คืนแรมวับแวมอยู่บนปลายฟ้า คงล้าอ่อนแรงทอแสง
                               อ่อนเว้าครึ่งดวง คืนเหงามันเศร้า มันซึมในทรวง จันทร์เพียงครึ่งดวง
                               คล้ายจันทร์เจ้ารอใคร
                                          จันทร์คืนแรมวับแวมอยู่เพียงครึ่งใบ คงยังกับใจฉันมีอยู่เพียงครึ่ง
                                ดวง คอยรักที่จะเติมเต็มในทรวง โอ้ใจครึ่งดวง เฝ้ารอมาเนิ่นนาน
                                          จันทร์เอ๋ยจันทร์ที่ลอยเด่นฟ้า จะมีน้ำตาหลั่งมาเหมือนฉันบ้างไหม
                                ความรักมันช่างห่างไกลแสนไกล ไม่รู้วันไหน หัวใจถึงจะเต็มดวง
                                          คงมีวันที่จันทร์เจ้าจะเต็มใบ แต่ว่าหัวใจฉันจะมีไหมวันนั้น
                                 ฤารักฉันจะเป็นเพียงความฝัน ไม่มีวันนั้น วันที่ใจเต็มดวง

2. ขั้นประสบการณ์
    ให้นักเรียนทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ข้างขึ้น ข้างแรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1 เรื่อง  ปรากฏการณ์ข้างขึ้น ข้างแรม
1. ครูให้ตัวแทนนักเรียนออกมาเล่าประสบการณ์จากการสังเกตดวงจันทร์ว่า แต่ละคืนลักษณะและตำแหน่งของดวงจันทร์ที่มองเห็นเป็นอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร พร้อมกับวาดภาพแสดงลักษณะและตำแหน่งของดวงจันทร์ บนกระดาน
2. ครูตั้งคำถามให้นักเรียนช่วยกันตอบ เช่น
    - เพราะเหตุใด ลักษณะของดวงจันทร์จึงแตกต่างกันในแต่ละคืน
    - เราเรียกปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์มีรูปร่างแตกต่างกันในแต่ละคืนว่าอะไร
    - คืนที่มองไม่เห็นดวงจันทร์เลย ท้องฟ้าจะมีลักษณะอย่างไร
3. ให้นักเรียนทดลองเพื่อศึกษาการเกิดปรากฏการณ์ข้างขึ้น ข้างแรม โดยใช้ไม้เสียบดินน้ำมันขนาดเท่าลูกปิงปอง ให้นักเรียนคนหนึ่งถือและยกชูขึ้นไปข้างหน้า เหนือศีรษะเล็กน้อย หันหน้าเข้าไฟฉายที่เพื่อนถือไว้ หมุนตัวไปทางซ้ายอย่างช้าๆ แล้วสังเกตแสงที่ผิวดินน้ำมันขณะหมุนตัว บันทึกผลพร้อมกับวาดภาพประกอบ จากนั้นช่วยกันตอบคำถามหลังการทดลอง สรุปผลการทดลองจัดทำเป็น ผลงานชิ้นที่ 13.1 ข้างขึ้น ข้างแรมจำลอง หน้า 275 
4. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปปรากฏการณ์ที่มองเห็นดวงจันทร์ มีส่วนสว่างเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละคืน เรียกว่า ข้างขึ้น ข้างแรม ซึ่งช่วงที่มองเห็นดวงจันทร์ เรียกว่า ข้างขึ้น ส่วนช่วงที่มองเห็นดวงจันทร์น้อยลงจนมองไม่เห็นพระจันทร์เลย เรียกว่า ข้างแรม

กิจกรรมที่  2 เรื่อง  ปรากฏการณ์ข้างขึ้น ข้างแรม
1. ครูทบทวนปรากฏการณ์ข้างขึ้น ข้างแรมจากการทดลอง โดยครูตั้งคำถามให้นักเรียนตอบ เช่น
    - การที่ตำแหน่งและลักษณะของดวงจันทร์บนท้องฟ้าเปลี่ยนไป เป็นเพราะเหตุใด
    - ตำแหน่งของดวงจันทร์บนท้องฟ้าเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของโลกหรือไม่ อย่างไร
    - ข้างขึ้น ข้างแรม เกิดขึ้นได้อย่างไร
2. ให้นักเรียนศึกษาแผนภาพการเกิดข้างขึ้น ข้างแรมจากใบความรู้ที่ 13 และศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการหมุนรอบตัวเองและการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ แล้วให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มออกแบบแสดงการเกิดข้างขึ้น ข้างแรม จากการหมุนรอบตัวเองและโคจรรอบโลกของดวงจันทร์
3. ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาแสดงการหมุนตามที่ออกแบบ จากนั้นร่วมกันอภิปรายเพื่อสรุปว่า ปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์มีส่วนสว่างเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละคืน เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ที่เรามองเห็นแสงจากดวงจันทร์ได้ เพราะแสงจากดวงอาทิตย์ส่องมากระทบดวงจันทร์แล้วสะท้อนมาสู่โลก ดังนั้นเรามองเห็นดวงจันทร์ได้เพราะดวงจันทร์สะท้อนแสงดวงอาทิตย์มายังโลก แต่การโคจรรอบโลกทำให้การมองเห็นแสงสะท้อนจากดวงจันทร์ในแต่ละเวลาไม่เหมือนกัน
4. ให้นักเรียนศึกษาลักษณะแสงสะท้อนจากดวงจันทร์ในช่วงวันที่ต่างกัน โดยดูปฏิทินว่า วันข้างขึ้น ข้างแรมที่กำหนดให้ตรงกับวันที่เท่าไร แล้วสังเกตลักษณะของดวงจันทร์ที่สะท้อนแสงมายังโลกในวันดังกล่าว วาดภาพดวงจันทร์ตามที่สังเกตเห็น สรุปผลการทำกิจกรรม จัดทำเป็น ผลงานชิ้นที่ 13.2 ดวงจันทร์เปลี่ยนไป หน้า 276

กิจกรรมที่  3 เรื่อง ปรากฏการณ์ข้างขึ้น ข้างแรม
1. ครูตั้งคำถามให้นักเรียนช่วยกันตอบเกี่ยวกับระยะเวลาในการโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ และลักษณะแสงสะท้อนจากดวงจันทร์ในวันต่างๆ ดังนี้
    - ดวงจันทร์ใช้เวลาในการโคจรรอบโลกนานเท่าใด
    - ขณะดวงจันทร์อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก จะมองเห็นดวงจันทร์หรือไม่ เพราะอะไร
    - ขณะดวงจันทร์อยู่ตรงกับโลกและดวงอาทิตย์ จะมองเห็นดวงจันทร์ลักษณะใด
2. ครูให้นักเรียนสังเกตดวงจันทร์ต่อเนื่องกันทุกคืน แล้ววาดภาพดวงจันทร์ที่สังเกตเห็นตามความเป็นจริง บันทึก วัน เดือน ปี ที่สังเกต พร้อมกับบอกประโยชน์ที่ได้จากการทำกิจกรรมนี้ สรุปผลการทำกิจกรรม จัดทำเป็น ผลงานชิ้นที่ 13.3 สังเกตดวงจันทร์ หน้า 276

กิจกรรมที่  4 เรื่อง ปรากฏการณ์ข้างขึ้น ข้างแรม
1. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มผลัดกันบอกข้อความที่เกี่ยวข้องกับช่วงเวลา เพื่อให้อีกกลุ่มวาดภาพลักษณะของดวงจันทร์ในช่วงเวลานั้น แล้วช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของผลงาน
2. ให้นักเรียนอ่านข้อความที่กำหนดให้ แล้ววาดภาพลักษณะของดวงจันทร์ พร้อมกับระบายสีให้ตรงกับความเป็นจริง จัดทำเป็น ผลงานชิ้นที่ 13.4 ดวงจันทร์ในช่วงเวลาต่างๆ หน้า 277

3. ขั้นสะท้อนความคิด
1. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ส่งตัวแทนออกมารายงานผลการทำกิจกรรมที่ 1 – 4
2. ให้นักเรียนนำเสนอ ผลงานชิ้นที่ 13.1 - 13.4 จากนั้นนำผลงานมาจัดป้ายนิเทศ

4. ขั้นทฤษฎี
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรมที่ 1 - 4 (ผลงานชิ้นที่ 13.1 - 13.4)ถ้านักเรียนรายงานผลการทำกิจกรรมในขั้นสะท้อนความคิดไม่ถูกต้อง หรือไม่สมบูรณ์ให้ครูเฉลยคำตอบที่ถูกต้อง
2. ครูให้นักเรียนศึกษาสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมจาก ใบความรู้ที่ 13  บทที่ 1 ข้างขึ้น ข้างแรม และสรุปความรู้ที่ได้จากการศึกษา

5. ขั้นนำไปใช้

กิจกรรมที่  5 เรื่อง ข้างขึ้น ข้างแรม
1. ให้นักเรียนอภิปรายกลุ่มว่า จะนำความรู้ที่ได้จากการเรียนเรื่อง ข้างขึ้น ข้างแรม ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
2. ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับคติความเชื่อของคนเกี่ยวกับดวงจันทร์ เลือก 1 เรื่อง แล้วนำเสนอในรูปแบบต่างๆ ตามความคิดสร้างสรรค์ เช่น หนังสือเล่มเล็ก บทความ สมุดภาพจัดทำเป็น ผลงานชิ้นที่ 13.5 คติความเชื่อจากดวงจันทร์ หน้า 277

6. ขั้นสรุป
1. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบ บทที่ 1 ข้างขึ้น ข้างแรม จากนั้นครูตรวจแบบทดสอบพร้อมกับเฉลยคำตอบ
2. ให้นักเรียนสรุปบทเรียนโดยเขียนเป็นแผนผังความคิด
3. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผลการทำกิจกรรมในขั้นที่ 1 – 5
4. ให้นักเรียนร่วมกันร้องเพลง จันทร์
5. ให้นักเรียนอภิปรายและซักถามเพิ่มเติม แล้วเก็บ ผลงานชิ้นที่ 13.1 - 13.5 ในแฟ้มผลงานนักเรียน  จากนั้นครูนัดหมายการเรียนครั้งต่อไป



  


สรุป


 มิติใหม่อนุกรมวิธานจุดมุ่งหมายทางการศึกษาตามแนวคิด Bloom's Taxonomy และ Marzano 's Taxonomy เป็นแนวทางให้นักศึกษาวิชาชีพครูสามารถจัดการเรียนรู้และจัดการชั้นเรียน ด้วยการกำหนดจุดหมาย รวมถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ยุทธวิธีและข้อมูลที่เกี่ยวข้องตลอดจนการติดตามดูแลปรับปรุงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์วิธีการต่างๆตามความจำเป็นและเหมาะสมและให้นักศึกษาวิชาชีพครูสามารถนำมาออกแบบและพัฒนาสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ (การจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน) ได้แนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริม Meta-cognition สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูนักศึกษามีแนวทางในการพัฒนาตนเองไห้ความสามารถในการกำหนดจุดหมายในการเรียนรู้และกำกับตนเองให้ไปถึงจุดหมายดังกล่าวอันเป็นประโยชน์โดยตรงกับการพัฒนาวิชาชีพครู

กลยุทธ์การสอนที่มีประสิทธิภาพ ตามเเนวคิด ของมาร์ซาโน


 มาร์ซาโน (Marzano. 2001 : 30 – 60) ได้พัฒนารูปแบบจุดมุ่งหมายทางการศึกษารูปแบบใหม่ ประกอบด้วยความรู้สามประเภทและกระบวนการจัดกระทำข้อมูล6 ระดับดังนี้
ประเภทของความรู้3ประเภท
1.  ข้อมูล   เน้นการจัดระบบความคิดเห็นจากข้อมูลง่ายสู่ข้อมูลยากเป็นระดับความคิด รวบยอด ข้อเท็จจริงลำดับเหตุการณ์ สมเหตุและผลเฉพาะเรื่องและหลักการ   
2.  กระบวนการ   เน้นกระบวนการเพื่อการเรียนรู้จากทักษะสู่กระบวนการอัตโนมัติอันเป็น ส่วนหนึ่งของความสามารถที่สั่งสมไว้   
3.  ทักษะ   เน้นการเรียนรู้ที่ใช้ระบบโครงสร้างกล้ามเนื้อจากทักษะง่ายสู่กระบวนการที่ซับซ้อนขึ้นกระกระบวนการจัดกระทำกับข้อมูลมี 6ระดับดังนี้
ระดับที่ 1 ขั้นรวบรวม  เป็นการคิดทบทวนความรู้เดิมรับข้อมูลใหม่และเก็บเป็นคลังข้อมูลไว้เป็นการถ่ายโยงความรู้จากความจำถาวรสู่ความจำนำไปใช้ปฏิบัติการโดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างของความรู้นั้น
ระดับที่ 2 ขั้นเข้าใจ  เป็นการเข้าใจสาระที่เรียนรู้สู่การเรียนรู้ใหม่ในรูปแบบการใช้สัญลักษณ์ เป็นการสังเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานของความรู้นั้นโดยเข้าใจประเด็นสำคัญ
ระดับที่3 ขั้นวิเคราะห์  เป็นการจำแนกความเหมือนและความแตกต่างอย่างมีหลักการ การจัดหมวดหมู่ที่สัมพันธ์กับความรู้การสรุปอย่างสมเหตุสมผลโดยสามารถบ่งชี้ข้อผิดพลาดได้การประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่โดยใช้ฐานความรู้และการคาดการณ์ผลที่ตามมาบนพื้นฐานของข้อมูล
ระดับที่4 ขั้นใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์  เป็นการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบชัดเจน การแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยาก การอธิบายปรากฏการณ์ที่แตกต่าง และการพิจารณาหลักฐานสู่การสรุป สถานการณ์ที่มีความซับซ้อน การตั้งข้อสมมุติฐานและการทดลองสมมุติฐานนั้นบนพื้นฐานของความรู้  
ระดับที่5 ขั้นบูรณาการความรู้  เป็นการจัดระบบความคิดเพื่อบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ที่กำหนด การกำ กับติดตามการเรียนรู้และการจัดขอบเขตการเรียนรู้
ระดับที่ 6 ขั้นจัดระบบแห่งตน  เป็นการสร้างระดับแรงจูงใจต่อภาวะการณ์เรียนรู้และภาระ งานที่ได้รับมอบหมายในการเรียนรู้รวมทั้งความตระหนักในความสามารถของการเรียนรู้ที่ตนมี   ขั้นการคิดวิเคราะห์ของมาร์ซาโน (Marzano. 2001 :อ้างอิงจาก ประพันธศิริ สุเสารัจ.  58) จำแนกเป็น   
1.  ทักษะการจำแนก  เป็นความสามารถในการแยกแยะส่วนย่อยต่างๆ ทั้งเหตุการณ์ เรื่องราวสิ่งของออกเป็นส่วน
ย่อย ๆ ให้เข้าใจง่ายอย่างมีหลักเกณฑ์สามารถบอกรายละเอียดของสิ่งต่างๆได้  
2.  ทักษะการจัดหมวดหมู่ เป็นความสามารถในการจัดประเภท จัดลำดับ จัดกลุ่มของสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเข้าด้วยกัน โดยยึดโครงสร้างลักษณะหรือคุณสมบัติที่เป็นประเภทเดียวกัน
3.  ทักษะการเชื่อมโยง  เป็นความสามารถในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆ ว่าสัมพันธ์กันอย่างไร  
4.  ทักษะการสรุปความ เป็นความสามารถในการจับประเด็นและสรุปผลจากสิ่งที่กำหนดให้   
5.  การประยุกต์เป็นความสามารถในการนำความรู้หลักการและทฤษฎีมาใช้ใน สถานการณ์ต่าง ๆ สามารถคาดการณ์ กะประมาณ พยากรณ์ ขยายความ คาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
          หลักการสอน  คือ  ผู้สอน  วิธีการสอน และการเรียนรู้ บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม  ต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ผู้สอนจะต้องมีจรรยาบรรณแห่งความเป็นครู วิธีการสอนคือกระบวนการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ผู้สอนกับผู้เรียนจะต้องสอดคล้อง เหมาะสม  เพื่อทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี    เพื่อให้การสอนบรรลุตามเป้าหมาย ผู้สอนต้องเตรียมการสอนมาอย่างดี ทำให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทุกด้าน จัดการสอนอย่างมีกระบวนการ และให้ครบองค์ประกอบการสอน  ได้แก่ การตั้งจุดประสงค์การสอน การกำหนดเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อการสอน และการวัดผลประเมินผล ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์  ตรงตามจุดมุ่งหมาย ของหลักสูตร  นอกจากนี้ผู้สอนควรได้คำนึงถึงหลักพื้นฐานในการสอน ลักษณะการสอนที่ดี และปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดจนรู้จักใช้หลักการสอนให้สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้หลักจิตวิทยาบรรยากาศเป็นประชาธิปไตย  ก็จะช่วยให้การเรียนการสอนประสบผลสำเร็จได้ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร
ลักษณะการสอนที่ดี  การสอนที่ดีต้องมีองค์ประกอบร่วมกันหลายประการ ที่เหมาะสมสอดคล้อง
กัน แยกลักษณะ ได้ดังนี้
 อาจารย์ผู้สอน
      1.มีจรรยาบรรณต่อวิชาชีพครู
             - อุทิศเวลาและเสียสละให้กับงานสอนด้วยความรับผิดชอบ
             - สอนอย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ
             - ช่วยเหลือและปฏิบัติต่อศิษย์อย่างเป็นธรรม
             - เป็นตัวอย่างที่ดีของศิษย์
             - หมั่นศึกษาค้นคว้าติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการของตนให้ทันต่อเหตุการณ์เสมอ
       2.มีทัศนคติที่ดีต่อการเป็นครู และ ตั้งใจสอน
       3.ลักษณะอาจารย์อาจารย์   ควรมีลักษณะท่าทางที่จริงใจ มีเมตตา สนใจต่อผู้เรียนให้ความ
      เป็นกันเอง
        4.ไม่ควรยึดมั่นในวิธีสอนวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงวิธีเดียว ควรเสาะหาวิธีที่เหมาะสมกับการสอน
      แต่ละเนื้อหา
        5.ถ่ายทอดความรู้ได้อย่างชัดเจน  เข้าใจง่าย 
วิธีการสอน
  1..ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียน ในด้านวัย ประสบการณ์เดิมและความแตกต่าง
    ระหว่างบุคคลเป็นหลัก
  2. ส่งเสริมให้นักเรียนได้มีการเรียนด้วยการกระทำ (Learning by Doing) ให้มากที่สุด เพื่อ
    จะได้เกิดการเรียนรู้ที่ดี  และจำได้นาน
  3. ส่งเสริมนักเรียนให้เรียนด้วยการทำงานเป็นกลุ่ม  ได้แสดงความคิดเห็น ยอมรับความ
      คิดเห็นซึ่งกันและกัน
  4. มีการตอบสนองความต้องการของนักเรียน เรียนด้วยความสุข ความสนใจ กระตือรือร้น
      ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
  5. การจัดเตรียมกระบวนการเรียนการสอน  การจัดห้องเรียน  การเตรียมความรู้  ใช้ตำรา
      ประกอบการเรียน  มีทักษะในการสอนแบบต่าง ๆได้เหมาะสมกับเนื้อหา
  6. มีกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเร้าความสนใจ ผู้เรียนสนุกสนาน ได้ลงมือปฏิบัติจริงและดู
      ผลการปฏิบัติของตนเอง
  7. มีการส่งเสริมให้นักเรียนได้ใช้ความคิดอยู่เสมอ ด้วยการซักถาม หรือให้แสดงความ
      คิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาง่าย ๆ  คิดหาเหตุผลเปรียบเทียบ และพิจารณาความสัมพันธ์ของ
      สิ่งต่าง ๆ
   8. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดค้นหาเหตุผลความเป็นไปของสิ่งที่เรียน ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
       จากตำราหรือคำบอกเล่าอย่างเดียว
   9.เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผน การดำเนินกิจกรรม และการประเมินผล
       การเรียนการสอน
  10. มีการส่งเสริมความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ส่งเสริมการคิดทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีมีประโยชน์ไม่
        เลียนแบบใคร ส่งเสริม กิจกรรมสุทรียภาพ ร้อยกรอง วาดภาพ และแสดงละคร
  11. มีการใช้การจูงใจ ในระหว่างเรียน เช่น รางวัล การชมเชย  คะแนนแข่งขัน การลงโทษ
        ซึ่งจะช่วยให้เกิดความสนใจ ตั้งใจ ขยันหมั่นเพียรในการเรียนและทำกิจกรรม
  เนื้อหาวิชา
1. มีความสัมพันธ์กันระหว่างวิชาที่เรียนกับวิชาอื่น ๆ ในหลักสูตรเป็นอย่างดี(การสอน
แบบบูรณาการ)
 สื่อการสอน
      1.อุปกรณ์การสอนและการเรียน  รวมถึงห้องปฏิบัติการ  การใช้เครื่องมือต่าง  ๆ  มีห้องสมุดที่ สมบูรณ์  และตำราที่เป็นภาษาของตนเอง
      2. มีการใช้สื่อการสอน จำพวกโสตทัศนวัสดุ เพื่อเร้าความสนใจ ช่วย ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น
 สิ่งแวดล้อม
      1.ต้องสร้างบรรยากาศให้เหมาะแก่การเรียนรู้ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและอารมณ์ของผู้เรียน

.     2. มีการส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแบบประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นมีการ
  รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เคารพความคิดเห็นของผู้อื่น ยกย่องความ คิดเห็น ที่ดี นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนร่วมกับครู
   
การเรียนการสอนของรูปแบบนี้ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ๆ 5 ขั้นดังนี้
ขั้นที่ 1 ขั้นนำ
1.1 ผู้สอนแจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียนและระดับการเรียนรู้ หรือพฤติกรรมการเรียนรู้ที่
คาดหวังแก่ผู้เรียน
1.2 ผู้สอนชี้แจงสาระของบทเรียน และความสัมพันธ์กับความรู้และประสบการณ์เดิม
ของผู้เรียนอย่างคร่าว ๆ
1.3 ผู้สอนชี้แจ้งกระบวนการเรียนรู้ และหน้าที่รับผิดชอบของผู้เรียนในการเรียนแต่ละ
ขั้นตอน
 ขั้นที่ 2 ขั้นนำเสนอบทเรียน
2.1 หากเป็นการนำเสนอเนื้อหาสาระ ข้อความรู้หรือมโนทัศน์ผู้สอนควรกลั่นกรองและกลัด
คุณสมบัติเฉพาะของมโนทัศน์เหล่านั้น และนำเสนออย่างชัดเจนพร้อมทั้งอธิบายและยกตัวอย่างประกอบให้ผู้เรียนเข้าใจ ต่อไปจึงสรุปคำนิยามของมโนทัศน์เหล่านั้น
2.2 ตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความเข้าใจตรงตามวัตถุประสงค์ก่อนให้ผู้เรียนลงมือฝึกปฏิบัติ หากผู้เรียนยังไม่เข้าใจ ต้องสอนซ่อมเสริมให้เข้าใจก่อน
ขั้นที่ 3 ขั้นฝึกปฏิบัติตามแบบ ( structured practice )
ผู้สอนปฏิบัติให้ผู้เรียนดูเป็นตัวอย่าง ผู้เรียนปฏิบัติตาม ผู้สอนให้ข้อมูลป้อนกลับ ให้การเสริมแสงหรือแก้ไขข้อผิดพลาดของผู้เรียน
ขั้นที่ 4 ขั้นปฏิบัติภายใต้การกำกับของผู้ชี้แนะ ( guided practice )
ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยผู้สอนคอยดูแลอยู่ห่าง ๆ ผู้สอนจะสามารถประเมินการเรียนรู้และความสามารถของผู้เรียนได้จากความสำเร็จและความผิดพลาดของการปฏิบัติของผู้เรียน และช่วยเหลือผู้เรียน โดยให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อให้ผู้เรียนแก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ
ขั้นที่ 5 การฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ ( independent practice )
หลังจากที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตามขั้นที่ 4 ได้ถูกต้องประมาณ 85-90 % แล้ว ผู้สอนควรปล่อยให้ผู้เรียนปฏิบัติต่อไปอย่างอิสระ เพื่อช่วยให้เกิดความชำนาญและการเรียนรู้อยู่คงทน ผู้สอนไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลป้อนกลับในทันที สามารถให้ภายหลังได้การฝึกในขั้นนี้ไม่ควรทำติดต่อกันในครั้งเดียว ควรมีการฝึกเป็นระยะ ๆ เพื่อช่วยให้การเรียนรู้อยู่คงทนขึ้น
 ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ
 การเรียนการสอนแบบนี้ เป็นไปตามลำดับขั้นตอน ตรงไปตรงมา ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งทางด้านพุทธิพิสัย และทักษะพิสัยได้เร็วและได้มากในเวลาที่จำกัด ไม่สับสนผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติตามความสามารถของตน จนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียน และมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง
 ข้อเสีย
     การสอนวิธีนี้มีช่องโหว่อยู่ที่ว่า มุ่งจะให้นักเรียนพูดอย่างเดียว แต่ไม่ได้ระวังในเรื่องโครงสร้างของประโยคให้การสอนดำเนินไปตามลำดับขั้นของความยากง่าย บางทีครูอาจจะนำเอาประโยคที่ยาก ๆ สลับซับซ้อนมาสอนก่อนประโยคธรรมดา หรือมิฉะนั้นประโยคที่นักเรียนฝึกในชั่วโมงนั้น อาจจะไม่มีประโยคที่ซ้ำกันเลย นักเรียนจะไขว้เขวได้ง่ายที่สุด
     การใช้วิธีนี้สอน ครูจะต้องเป็นผู้พูดภาษาอังกฤษได้คล่องและถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วนักเรียนก็จะเรียนแบบประโยคที่ผิด ๆ
     การเรียนวิธีนี้ให้ได้ผล นักเรียนที่มีอยู่ในชั้นจะต้องมีจำนวนไม่มากนัก และชั่วโมงที่เรียนไม่ควรจะน้อยกว่าสัปดาห์ละ 5 ชั่วโมง เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกหัดอย่างเพียงพอ และครูได้อยู่ใกล้ชิดกับนักเรียนอย่างทั่วถึง
     อนึ่ง ครูผู้สอนโดยวิธีนี้มักจะคิดว่า การเรียนไวยากรณ์นั้นไม่ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษได้ผลขึ้น โดยเข้าใจว่า เวลาที่คนใช้ภาษาของตนเองจริง ๆ เช่น ภาษาไทยก็ไม่มีใครท่องกฎเกณฑ์ ครูพวกนี้จึงไม่สอนไวยากรณ์เอาเสียเลย ตามความจริงแล้วปรากฏว่าการเรียนภาษาต่างประเทศนั้นจะเรียนได้เร็วและง่ายเข้าถ้าผู้เรียนได้เข้าใจในเรื่องโครงสร้างของภาษาที่ตนเรียน
     เนื่องจากในการเรียน ครูอธิบายศัพท์ด้วยการใช้อุปกรณ์การสอนและท่าทางประกอบแต่ถ้าสิ่งใดที่ละเอียดลึกซึ้งและเป็นนามธรรมครูก็มักจะข้ามไปเสีย เพราะดังได้กล่าวมาแล้วว่า ในชั้นเรียนนั้นครูจะใช้เฉพาะภาษาอังกฤษ ครูจะไม่ใช้ภาษาไทยอธิบายเป็นอันขาด ดังนั้นจึงมีคำเป็นส่วนมากที่ครูอธิบายและปล่อยให้นักเรียนเข้าใจความหมายเอาเอง ซึ่งอาจจะผิดบ้าง ถูกบ้าง
     ข้อที่มีผู้ติวิธีสอนแบบนี้มากก็คือ บางที่การอธิบายเป็นภาษาอังกฤษนั้นเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ คำศัพท์คำเดียวกันนั้น ถ้าอธิบายเป็นภาษาของผู้เรียนเสียเลยนักเรียนก็จะเข้าใจทันทีไม่ต้องเสียเวลาให้นักเรียนเดา
ข้อดี
     ถึงแม้ว่าการสอนวิธีนี้จะมีข้อบกพร่องต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่เมื่อเทียบกับการสอนแบบแปลแล้วก็นับว่ามีประโยชน์กว่าแบบแปลมาก ในด้านที่ว่านักเรียนได้รับการฝึกให้พูด นักเรียนที่มีพื้นฐานในการพูดดีก็สามารถเรียนการอ่านและการเขียนได้ง่ายและละเอียดกว่านักเรียนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย

การวางแผนจัดการเรียนการสอนและการเรียนรู้


การจัดการเรียนการสอน ขั้นตอนวัตถุประสงค์ของมาร์ซาโนนี้ทำขึ้นจากระบบสามประการและขอบเขตของความรู้ ระบบทั้งสามประกอบด้วย
1.ระบบตนเอง (self-system)
2.ระบบอภิปัญญา (metacognitive system)
3.ระบบความรู้ (cognitive system)
เมื่อเผชิญกับทางเลือกของการเริ่มต้นภาระงานใหม่ ระบบตนเองจะตัดสินใจว่าจะทำตามพฤติกรรม
เช่นปัจจุบัน หรือเข้าร่วมในกิจกรรมใหม่ ระบบอภิปัญญาจะกำหนดเป้าหมายและติดตามว่าจะทำได้ดีเพียงใด ส่วนระบบความรู้จะจัดทำกระบวนการให้ข้อมูลที่จำเป็น และขอบเขตความรู้จัดเตรียมเนื้อหาให้

ระบบความรู้
มาร์ซาโนแตกระบบความรู้ออกเป็นสี่องค์ประกอบ
      1) การเรียกใช้ความรู้
        การเรียกใช้ความรู้เกี่ยวข้องกับการทวนซ้ำข้อมูลจากความทรงจำถาวร  นักเรียนเพียงแค่เรียกข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ หรือกระบวนการตามที่เก็บไว้ได้อย่างถูกต้อง
      2)ความเข้าใจ
        ในระดับที่สูงขึ้น ความเข้าใจต้องระบุสิ่งที่สำคัญที่จะจำและวางข้อมูลนั้นไว้ในหมวดหมู่ที่เหมาะสม ดังนั้น  ทักษะแรกของความเข้าใจต้องระบุองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของแนวคิดรวบยอดและตัดทิ้งส่วนที่ไม่สำคัญ
ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ของนักเรียนเกี่ยวกับการเดินทางของเลวิสและคลาค(Lewis and Clark) ควรที่จะจำเส้นทางซึ่งนักสำรวจใช้ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนอาวุธที่พวกเขานำติดตัวไป
        3)การวิเคราะห์
        การวิเคราะห์คือ การจับคู่ การแยกแยะหมวดหมู่ การวิเคราะห์ข้อผิดพลาด การกำหนดเป็นกฏเกณฑ์ทั่วไป การกำหนดเฉพาะเจาะจง    ด้วยการเข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ผู้เรียนสามารถใช้สิ่งที่กำลังเรียนรู้เพื่อสร้าง องค์ความรู้ใหม่และคิดค้นวิธีการใช้สิ่งที่เรียนรู้ในสถานการณ์ใหม่    
        4)การนำความรู้ไปใช้
         เป็นระดับสุดท้ายของกระบวนการความรู้สอดคล้องกับการใช้ความรู้ประกอบด้วย
        -การตัดสินใจ เป็นกระบวนการความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการชั่งน้ำหนักทางเลือกเพื่อกำหนดการกระทำที่เหมาะสมที่สุด
        -การแก้ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรคที่ขัดขวางการไปสู่เป้าหมาย
        -การสืบค้นจากการทดลองเกี่ยวข้องการตั้งสมมติฐานต่อปรากฎการณ์ทางจิตวิทยาและทางกายภาพ
        -การสำรวจสืบค้น คล้ายคลึงกับการสืบค้นจากการทดลอง แต่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ไม่เหมือนการสืบค้นจากการทดลองซึ่งมีกฎที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเป็นหลักฐานที่อยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางสถิติ

ระบบอภิปัญญา
         ระบบอภิปัญญา เป็น “การควบคุม” กระบวนการคิดและดูแลระบบอื่น ๆ ทั้งหมด ระบบนี้กำหนดเป้าหมายและทำการตัดสินใจว่าข้อมูลใดที่จำเป็น และกระบวนการความรู้ใดที่เหมาะที่สุดกับเป้าหมาย
ระบบตนเอง
         ระบบนี้ประกอบด้วยทัศนคติความเชื่อและอารมณ์ความรู้สึกซึ่งกำหนดแรงจูงใจของแต่ละบุคคลให้ทำภาระงานให้สำเร็จลุล่วง ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจคือ ความสำคัญ ประสิทธิภาพและอารมณ์ความรู้สึกประกอบด้วย
1) ความสำคัญ
         เมื่อนักเรียนเผชิญหน้ากับภาระงาน การตอบโต้ประการแรกคือตัดสินว่างานนั้นสำคัญต่อตนเองแค่ไหน ใช่สิ่งที่เธอต้องการเรียน หรือเชื่อว่าเธอจำเป็นต้องเรียนหรือไม่ การเรียนรู้จะช่วยให้เธอลุล่วงเป้าหมายที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ได้หรือไม่
2) ประสิทธิภาพ
         นักเรียนที่มีระดับประสิทธิภาพของตนเองสูงเมื่อเผชิญกับภาระงานที่ท้าทายจะปะทะด้วยความเชื่อว่าตนเองมีทรัพยากรที่จะประสบความสำเร็จ นักเรียนเหล่านี้จะทุ่มเทให้กับภาระงานอย่างเต็มที่ มุ่งมั่นในการทำงานและเอาชนะการท้าทายวิธีที่นักเรียนสามารถพัฒนาความรู้สึกของการมีประสิทธิภาพในตนเองไว้      วิธีที่ทรงพลังที่สุดคือผ่านทางประสบการณ์ที่เคยทำสำเร็จ ประสบการณ์ดังกล่าวต้องไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป ความล้มเหลวที่เกิดซ้ำ ๆ จะทำให้การมีประสิทธิภาพในตนเองลดลง แต่ความสำเร็จจากภาระงานที่ง่ายเกินไปจะไม่พัฒนาสำนึกของการมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรค 
3) อารมณ์ความรู้สึก
         อารมณ์ความรู้สึกที่เกี่ยวพันกับประสบการณ์การเรียนรู้ ความรู้สึกเหล่านี้มีผลกระทบอย่างมากต่อแรงจูงใจ เช่นนักเรียนที่มีอารมณ์ความรู้สึกเป็นลบต่อการอ่านหนังสือทางเทคนิคสามารถตัดสินใจที่จะอ่านตำราทางเคมีเมื่อเขารู้สึกตื่นตัวอย่างยิ่งมากกว่าอ่านก่อนที่จะเข้านอน


จุดมุ่งหมายการศึกษาอิงมาตรฐาน


Harris and Carr (1996 รุ่งนภานุตราวงศ์, ผู้แปล 2545: 14-16) ให้ทำจำกัดความของมาตรฐานเนื้อหาเcoltent standard) และมาตรฐานการปฏิบัติของผู้เรียน (Student performance standards) ดังนี้มาตรฐานเนื้อหา (content standard) ระบุองค์ความรู้ที่สำคัญทักษะและพัฒนาการด้านจิตใจดังนี้
1. องค์ความรู้ที่สำคัญ (essential knowledge) ระบุถึงแนวความคิดประเด็นปัญหาทางเลือกกฎเกณฑ์และความคิดรวบยอดในวิทยาการต่าง ๆ ที่สำคัญตัวอย่างเช่น
ผู้เรียนสามารถอธิบายช่วงเวลาและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์และวิเคราะห์ช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่นชุมชน
ผู้เรียนสามารถเข้าใจประวัติความเป็นมาและโครงสร้างของภาษาอังกฤษ (ประโยคย่อหน้าบทความ)
ผู้เรียนสามารถเข้าใจธรรมชาติและการทำงานของเซลล์ทั้งการทำงานเป็นเอกเทศและการทำงานร่วมกันเป็นระบบที่ซับซ้อน
2. ทักษะ (Skills) เป็นวิธีการคิด การทำงาน การสื่อสาร และการศึกษาสำรวจตัวอย่าง
 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการบรรยายและอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
 ใช้ระเบียบวิธีการทางสถิติในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตีความ เปรียบเทียบ และสรุปผลเกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ในสังคม
3. พัฒนาการด้านจิตใจ (Habits of mind) การเรียนรู้และประสบการณ์จากการศึกษาทั้งใน  โรงเรียนและนอกโรงเรียนมีผลต่อพัฒนาการด้านจิตใจของผู้เรียนรวมถึงกระบวนการในการศึกษาค้นคว้าเสดงข้อมูลหลักฐานสนับสนุนความคิดการอภิปรายใต้แย้งและความพึงพอใจในการทำงานร่วมกับผู้คนตัวอย่าง       
มาตรฐานการปฏิบัติของผู้เรียน
มาตรฐานการปฏิบัติ (student performance standards) จะบอกถึงคุณภาพ โดยที่มาตรฐานเนื้อหาจะระบุถึงสิ่งใดที่ผู้เรียนควรรู้และทักษะใดที่ผู้เรียนควรทำได้มาตรฐานการปฏิบัติจะบอกถึงระดับคุณภาพและระดับที่ผู้เรียนต้องรู้หรือต้องทำสิ่งนั้นได้ตัวอย่าง
Wiggins (1994) จัดกลุ่มมาตรฐานการเรียนรู้ไว้4กลุ่มคือ
 1. มาตรฐานผลลัพธ์หรือผลกระทบ (Impract) เป็นมาตรฐานที่ระบุผลที่ต้องการอาการปฏิบัติงานใดงานหนึ่งของผู้เรียนเช่นกำหนดให้ผู้เรียนกล่าวสุนทรพจน์เพื่อให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อผู้ฟังหรือให้ผู้เรียนเซียนสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเพื่อผลอย่างใดอย่างหนึ่งหรือให้ผู้เรียนใช้ความรู้ทางภูมิศาสตร์ในการวางแผนอนาคตเป็นต้น
2. มาตรฐานกระบวนการ(Process) เป็นมาตรฐานที่สะท้อนยุทธวิธี เทคนิค วิธีการที่เหมาะสมที่ ใช้ในการปฏิบัติงานเช่นมาตรฐานที่กำหนดสื่อสารได้อย่างสละสวยสัมพันธ์กันหรือให้ผู้เรียนใช้กระบวนการที่เหมาะสมในการสร้างหรือปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์
3. มาตรฐานเนื้อหา (Content) เป็นมาตรฐานที่ระบุเนื้อหาสาระความคิดรวบยอดแนวความคิดและข้อมูลต่าง ๆ เช่นผู้เรียนรู้สมบัติของสสารมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับการผลิตการจำหน่ายและความต้องการของตลาดเป็นต้น
4. มาตรฐานที่แสดงกฎหรือรูปแบบ (Rule or for nm) เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวกับสูตรกฎเกณฑ์ซึ่งมีรูปแบบเฉพาะปริมาตรปริมาณอัตราส่วนตัวอย่างผู้เรียนสร้างกราฟซึ่งมีข้อมูลกำกับและใช้ได้อย่างถูกต้องมาตรฐานนี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศเช่นให้ผู้เรียนใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารต่างๆในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ
การกำหนดมาตรฐานในหน่วยการเรียนให้มาจากหลายมาตรฐานจึงจะช่วยให้กิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินมีความครอบคลุมยิ่งขึ้นการกำหนดมาตรฐานที่เป็นกระบวนการที่จะไม่มี-หมายหากไม่มีเนื้อหาหรือการกำหนดมาตรฐานที่เน้นเนื้อหาเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ประโยชน์แก่ผู้เรียนเท่าที่ควรหากไม่มีการนำกระบวนการนำไปปรับใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ